ตำนานพระแก้ว

พระแก้วมรกตถูกสร้างขึ้นในราวประมาณ 500 ถึง 800 ปี หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์นิพพาน หรือไม่น้อยกว่า 1500 ปีมาแล้ว

ตอนนั้นยังไม่มีอาณาจักรไทยที่ชัดเจน ในประเทศอินเดียสมัยนั้นนิยมทำการหล่อเทวรูปด้วยสัมฤทธิ์ หรือสลักด้วยหินชนิดอื่น ไม่นิยมใช้หยกหรือมรกตในการทำพระพุทธรูป อุตสาหกรรมเหมืองหยก หรือหินอัญมณีมรกตก็ไม่มีในภูมิภาคนี้ในสมัยนั้น แหล่งหยก หรือ มรกตที่จะหาอัญมณีสีเขียวขนาดใหญ่ขนาดนั้นเมื่อประมาณ 1500 ปีก่อนมีที่เดียว คือ อาณาจักรน่านเจ้า หรือ เมืองต้าลี่ ในมณฑลยูนนาน เท่านั้น

ว่ากันว่าฝีมือแกะสลักพระพุทธรูปแบบนี้ก็มีอยู่ที่ตอนใต้ของจีนที่เดียว เพราะสมัยนั้นการสลักพระพุทธรูปจะใช้ปูนปั้น หรือ หินชนิดอื่น ในศรีลังกา พม่า และอินเดียก็ใช้หินทราย หินศิลาแลง หรือสัมฤทธิ์ ไม่มีใครใช้หยกเลยนอกจากคนจีน พระพักต์ของพระแก้วมรกต (ตอนถอดเครื่องทรง) ถ้าสังเกตให้ดีก็จะเป็นศิลปแบบจีนยูนนาน ยิ่งไปกว่านั้น ความมหัศจรรย์ที่ไม่ค่อยมีใครรู้คือ ในองค์พระแก้วมรกตนั้น มีช่องกลวงบรรจุพระอุรังคธาตุ หรือ กระดูกพระอุระของพระพุทธเจ้า ซึ่งถูกอัญเชิญจากอินเดียไปจีน ผ่านมาทางพม่า

พระแก้วมรกต จริงทำจาก หยกเขียว

องค์พระแก้วถูกแกะสลักจากหินสีเขียวก้อนเดียวและบรรจุพระอุรังคธาตุโดยไม่มีรอยตัดเชื่อมต่อเลย เทคโนโลยีนี้เป็นความลับที่สูญหายไปของชาวจีนโบราณยุคนั้น คนอินเดีย พม่า และไทย ไม่เคยมีสลักพระพุทธรูปด้วยเทคนิคเช่นนี้ หากจับองค์พระแก้วเขย่าดู จะได้ยินเสียงสั่นให้รู้ว่าภายในองค์พระแก้วมีรูกลวง และบรรจุวัตถุอยู่ประมาณ 6-7 ชิ้น ไม่มีหลักฐานใดเชื่อได้ว่าเป็นพระโมลี พระนลาฏ พระนาภี พระหัตถ์ซ้าย พระหัตถ์ขวา พระเพลาซ้าย และพระเพลาขวาของพระพุทธเจ้า แต่มีตำนานเล่ากันว่าตอนที่มีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าหลังจากการถวายพระเพลิงนั้น ส่วนกระดูกพระอุระและข้อนิ้วพระหัตถ์ถูกอัญเชิญไปทางประเทศจีน พระเกศาธาตุถูกอัญเชิญไปทางพม่า พระเขี้ยวแก้วถูกอัญเชิญไปศรีลังกา ผงเถ้าทุลีถูกแบ่งออกแล้วเชิญไปยังอินเดียตอนใต้ ศรีวิชัย และเปอร์เซีย ดังนั้นหากพระแก้วมรกตถูกสร้างด้วยหินหยกเขียวทางตอนใต้ของจีนสมัยอาณาจักรน่านเจ้า หรือ ฟูนันก็น่าจะมีการบรรจุพระอุรังคธาตุไว้ด้วยก็เป็นได้

248a26

แก้วสีมรกต ที่ทำขึ้นในปัจจุบัน

นักโบราณคดี มีหลักฐานหลายอย่างที่เชื่อได้ว่า พระแก้วมรกต ถูกสร้างอยู่ที่เมืองต้าลี่สมัยอาณาจักรน่านเจ้ารุ่งเรืองเมื่อ 1500 ปีก่อน แต่ปกปิดเรื่องนี้ไว้ไม่ให้รู้ถึง จักรพรรดิจีนในราชวงศ์ถังเรืองอำนาจ  ต่อมาจักรพรรดิจีนได้ยินข่าวว่าเมืองต้าลี่มีสมบัติล้ำค่า ก็ยกทัพจะมายึดไป ชาวน่านเจ้าก็แอบนำพระแก้วลงมาทางใต้

มาประดิษฐานไว้ที่วัดพระแก้วในเมืองเชียงรุ้ง มีวัดพระแก้วอยู่ที่เชียงรุ้งและวัดนี้มีอายุมาแล้วประมาณ 1300 ปี เมื่ออิทธิพลของกองทัพจีนมารุกรานถึงเชียงรุ้ง พระแก้วมรกตก็ถูกลักลอบหนีมาอยู่ที่เมืองเชียงตุง และ คาดว่าจะประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้วในเมืองเชียงตุงมาเกือบ 300 ปี โดยที่ปกปิดไว้ไม่ให้รู้ว่าองค์พระเป็นมรกต

ต่อมาเมื่อไม่ถึง 600 ปีมานี้มีการค้นพบว่ามีพระแก้วมรกตที่หุ้มด้วยปูนซ่อนอยู่ในเจดีย์ของเมืองเชียงราย ซึ่งอยู่พ้นจากอิทธิพลของกองทัพจีน และ มองโกล พระแก้วมรกตจึงถูกเปิดเผยออกมาสู่ประวัติศาสตร์ของไทย โดยไม่ต้องซุกซ่อนอีกต่อไป

มีร่อยรอยหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าพระแก้วมรกตเคยประดิษฐานอยู่ในวัดพระแก้ว 10 วัด และ แต่ละวัดสามารถระบุช่วงเวลาที่ชัดเจนได้ และมีพระแท่น หรือจุดที่วางพระแก้วมรกตไว้ที่แน่ชัด ได้แก่

เชียงรุ้ง

coolpic13

 

1. วัดพระแก้ว ในเมืองเชียงรุ้ง ประมาณ พ.ศ. 1200 – 1500 โดยช่วงก่อนหน้านั้นอาจจะประดิษฐานอยู่ในพระราชวังโบราณของอาณาจักรน่านเจ้า ปัจจุบันไม่มีร่องรอยเกี่ยวกับพระแก้วมรกตเหลืออยู่แล้วในเมืองต้าลี่ แต่เราสามารถพบเห็นแหล่งหินธรรมชาติชนิดเดียวกันกับพระแก้วมรกตได้ทั่วไปในเมืองต้าลี่ ส่วนวัดพระแก้วเก่าแก่ในเชียงรุ้ง มรดกของชาวไทยรื้อนี้พึ่งจะถูกรัฐบาลจีนรื้อถอนออกไปแล้วเมื่อประมาณ พ.ศ. 2546 เพื่อปรับปรุงเมืองให้ทันสมัย

เชียงตุง

09

2.  วัดพระแก้ว ในเมืองเชียงตุง ประมาณ พ.ศ. 1500 – 1900 ในช่วงแรกนั้นพระแก้วอาจจะมิได้หุ้มด้วยปูนลงรักปิดทอง แต่ชาวไทยรื้อสามารถสัมผัสและสรงน้ำองค์พระแก้วได้ในวันขึ้นปีใหม่โบราณ โดยดูได้จากการถอดความบันทึกโบราณภาษาไทยรื้อในพม่า ที่มีการบันทึกไว้ด้วยภาษาไทยรื้อโบราณมีอายุประมาณ 1000 ปีมาแล้ว ต่อมาประมาณเมื่อประมาณ 900 ปีมานี้ มีกองทัพเจงกีสข่าน จากมองโกลรุกรานมาถึงพม่าก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการสรงน้ำองค์พระแก้วในวันขึ้นปีใหม่อีกเลย อาจเป็นไปได้ว่ามีการหุ้มด้วยปูนแล้วลงรักองค์พระแก้วมรกตไว้ในช่วงสมัยนี้ จนผู้คนก็ลืมไปแล้วว่ามีพระแก้วที่สลักจากหินมรกตอยู่ ปัจจุบันที่วัดพระแก้วในเชียงตุงซึ่งมีอายุกว่า 1000 ปี ได้นำพระองค์อื่นวางไว้แทนองค์พระแก้วมรกต

เชียงราย

41

3. วัดพระแก้ว ในเมืองเชียงราย ถูกพบว่าเป็นองค์พระแก้วมรกตในปี พ.ศ. 1979 ตอนนั้นเชียงรายอยู่ในการดูแลของนครเชียงแสน และเมืองเชียงแสนเป็นถิ่นฐานที่สามารถติดต่อกับชาวไทยรื้อและน่านเจ้าได้โดยการเดินทางผ่านแม่น้ำล้านช้างหรือแม่น้ำโขง แต่องค์พระแก้วที่หุ้มด้วยปูนลงรักอาจจะถูกชาวไทยรื้อแอบเชิญมาอยู่ที่เชียงรายในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 หรือประมาณ พ.ศ. 1900 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาวมอญแพ้ให้กับพม่า และพุกามกำลังเรืองอำนาจ มีการเริ่มก่อตั้งอาณาจักรล้านนา และชาวไทยรื้อเข้มาตั้งถิ่นฐานในภาคเหนือของไทย

ลำปาง

watpakaew 1

4. วัดพระแก้ว ในเมืองลำปาง หรือเมืองเขลางค์นคร ปัจจุบันคือวัดสุชาดาราม หรือ พระแก้วดอนเต้า ประมาณ พ.ศ. 1979 – 2011 ในฐานะเป็นเมืองลูกหลวงของนครเชียงใหม่ วัดพระแก้วดอนเต้า หรือสุชาดารามนี้ ตั้งอยู่ที่ ถนนสุชาดา ภายในเมืองลำปาง เป็นวัดเก่าแก่สวยงาม มีอายุเกือบพันปี มีปูชนียสถานที่สำคัญของวัดทดแทนพระแก้วมรกต คือ พระบรมธาตุดอนเต้า พระเจดีย์องค์ใหญ่ซึ่งเชื่อว่าบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า

ลำพูน

268_1208964481.jpg_271

. 5. วัดพระแก้ว ในเมืองลำพูน หรือหริภุณชัย ในช่วงปี พ.ศ. 2009-2011 เป็นเส้นทางผ่านในการอัญเชิญพระแก้วมรกตจากลำปางไปสู่เมืองเชียงใหม่ โดยได้ประดิษฐานพระแก้วมรกตไว้เป็นการชั่วคราวที่นี่ก่อนที่จะมีการก่อสร้างปราสาทที่เก็บรักษาพระแก้วในเมืองเชียงใหม่

เชียงใหม่

ID_487_1

6. วัดพระแก้ว ในเมืองเชียงใหม่ ปัจจุบันคือวัดเจดีย์หลวง ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2011 จนถึง 2096 โดยมีการก่อสร้างปราสาทหอพระแก้วไว้บริเวณซุ้มจรนัม ทางทิศตะวันออกของพระธาตุเจดีย์หลวง ปัจจุบันหอพระแก้วเดิมได้ผุพังไปแล้ว มีการก่อสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาทดแทน

เชียงทอง

Lanchang

7. วัดพระแก้ว ในเมืองเชียงทอง หรือปัจจุบันคือหลวงพระบาง ตั้งแต่ พ.ศ. 2096 – 2107 โดยถูกพระญาติของเจ้าครองนครเชียงใหม่ ที่จะได้ไปครองเมืองเชียงทองซึ่งตอนนั้นยังไม่เป็นเอกราช ได้แอบนำพระแก้วมรกตไปจากเชียงใหม่ ปัจจุบันที่ที่เคยประดิษฐานพระแก้วมรกตได้ประดิษฐานพระบางแทนซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง แล้วเปลี่ยนชื่อเมืองจากเมืองเชียงทองเป็นเมืองหลวงพระบาง

เวียงจันทร์

วัดพระแก้ว เวียงจันทน์

8. วัดพระแก้ว ในเมืองเวียงจันทร์ พ.ศ.2107-2321  พระแก้วมรกตได้ถูกเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่เวียงจันทร์เพื่อหลบหนีจากการทวงคืนจากเชียงใหม่ และการรุกรานของพม่า ปัจจุบันพระแท่นที่เคยประดิษฐานพระแก้วมรกตว่างเปล่า ไม่มีการตั้งพระพุทธรูปองค์ประธานอื่นไว้ทดแทน เพราะชาวลาวเชื่อว่าสักวันหนึ่งพระแก้วมรกตจะได้กลับมาที่เดิม

กรุงธนบุรี

15_722

9. วันแจ้ง ในกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีศรีสรรเพ็ชร์ เมื่อพ.ศ. 2322 โปรดให้เจ้าพระยาจักรี  ยกทัพไปตีเมืองเวียงจัน จึงให้เชิญพระแก้วมรกตจากเมืองเวียงจัน มาประดิษฐานไว้ในโรงภายในพระราชวังเดิม ซึ่งปลูกไว้ริมพระอุโบสถวัดแจ้ง ฝั่งธนบุรี (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดอรุณราชวรารามในรัชกาลที่ 2)

กรุงเทพมหานคร

bo5

9. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ใน กรุงเทพมหานคร จาก พ.ศ. 2321  จนถึงปัจจุบัน  ครั้นเมื่อสิ้นรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรีแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ณ กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2325 ได้โปรดให้เรียกพระแก้วใหม่ว่า พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร  แล้วอัญเชิญมาประดิษฐาน ในพระบรมมหาราชวัง  จนมีการสร้างพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสร็จ ในปี พ.ศ. 2327 จึงให้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานอยู่ในที่ปัจจุบัน
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3  เจ้าอนุวงศ์ผู้ครองนครเวียงจันทน์คิดกบฏ  เมื่อเจ้าพระยาบดินทร์เดชา ไปปราบกบฏราบคาบ ได้อัญเชิญ”พระบาง” ลงมาถวาย  พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3  และ โปรดให้ไปไว้ที่วัดจักรวรรดิราชาวาส (วัดสามปลื้ม) จนถึงรัชกาลที่ 4 เมื่อเจ้านครหลวงพระบางมาถวายดอกไม้ทองเงินและเครื่องราชบรรณาการตามธรรมเนียมเมืองประเทศราช จึงพระราชทาน “พระบาง” กลับไปไว้ที่หลวงพระบางดังเดิม
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ทรงสร้างพระบรมมหาราชวังและพระอารามหลวง คือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากพระราชวังเดิมธนบุรีมาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ณ วันจันทร์ แรม 14 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง ในปี พ.ศ. 2527  พร้อมทั้งทรงสร้างเครื่องทรงฤดูร้อนและเครื่องทรงฤดูฝนถวาย  ส่วนเครื่องทรงฤดูหนาว ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างถวาย

รูปภาพ

พระแก้วมรกตจะทรงเครื่องฤดูร้อน จากเดือนมีนาคมถึงวันเข้าปุริมพรรษาเดือนกรกฎาคม

รูปภาพ

จากนั้นจะเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นทรงเครื่องฤดูฝน จนถึงเดือนพฤศจิกายน

รูปภาพ

เข้าฤดูหนาว ก็จะเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นทรงเครื่องฤดูหนาวเรื่อยไปจนถึงเดือนมีนาคม ตามฤดูกาล

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ได้ทรงปฏิบัติพระแก้วมรกตโดยเคารพ ดำรัสสั่งให้ช่างเขียนรูปพระแก้วมรกตทรงเครื่องทรงสามฤดูลงในแผ่นผ้าใหญ่ พระราชทานให้แก่ชาวต่างประเทศซึ่งมีไมตรี แต่มิได้เคยมายังกรุงเทพฯ นี้ อยากจะใคร่เห็นพระแก้วมรกตนั้น

ต่อมา พระมหากษัตริย์ทุก ๆ พระองค์ก็ทรงปฏิบัติบูชาพระแก้วมรกตสืบพระราชประเพณีมาโดยตลอด ด้วยเป็นพระปฏิมากรองค์สำคัญ

 

หมายเหตุ

ไม่ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีใดที่จะเชื่อได้ว่าพระแก้วมรกตจัดสร้างขึ้นที่ เมืองปาลีบุตร ประเทศอินเดีย เพราะในยุคนั้นบริเวณเมืองปาลีบุตร ไม่มีหินหยกขนาดใหญ่เลย และไม่ปรากฏหลักฐานใดที่จะเชื่อได้ว่าพระแก้วมรกตเคยประดิษฐานที่ลังกา หรือประเทศศรีลังกามาก่อน แม้ว่าจะมีวัดพระเขี้ยวแก้วในประเทศศรีลังกาก็ตาม ยังไม่ปรากฏหลักฐานใดที่จะเชื่อมโยงกับพระแก้วมรกตเลยใน เมืองนครธม และในที่อื่น ๆ ของเขมร รวมทั้งไม่มีเหตุผลใดที่พระแก้วมรกตจะเคยมาอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร และเมืองอโยธยาโบราณ (กรุงศรีอยุธยาตั้งขึ้นมาจริง ๆ ในสมัยพระเจ้าอู่ทองประมาณ 600 ปีก่อนเท่านั้น) นอกจากความเชื่อที่จำกันมา แม้ว่าจะมีวัดพระแก้วในพระนครศรีอยุธยาและเมืองเก่ากำแพงเพชรก็ตาม แต่น่าจะเป็นวัดที่สร้างใหม่ภายหลังอายุไม่เกิน 400 -500 ปี ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นที่แน่ชัดว่าพระแก้วมรกตอยู่ที่เชียงใหม่ ลำพูนและลำปาง ดังนั้นตำนานเล่าขานเกี่ยวกับพระเจ้าอติตะราช (อาทิตยราช) เจ้าครอง

ไม่ปรากฏหลักฐานใดที่จะเชื่อได้ว่าพระแก้วมรกตเคยประดิษฐานที่ลังกา เมืองนครธมในเขมร เมืองกำแพงเพชร และเมืองอโยธยาโบราณ นอกจากความเชื่อที่จำกันมา แม้ว่าจะมีวัดพระแก้วในอยุธยาและกำแพงเพชรก็ตาม แต่น่าจะเป็นวัดที่สร้างใหม่ภายหลังอายุไม่เกิน 400 -500 ปี ซึ่งช่วงเวลานั้นเป้นที่แน่ชัดว่าพระแก้วมรกตอยู่ที่เชียงใหม่ ลำพูน และ ลำปาง

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น